ข้อมูลพื้นที่เร่งด่วน
จ.กระบี่ พื้นที่ เกาะพีพี
และอ.เกาะลันตา
เกาะพีพี
เกาะพีพีตั้งอยู่ในพื้นที่
ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง
จังหวัดกระบี่ ประกอบไปด้วย
หมู่ที่ 7 บ้านเกาะพีพี
หมู่ที่ 8 บ้านแหลมตง
อ่าวโละบาเกา
เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิอย่างหนัก
กระทั่งตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะเก็บกู้ศพทั้งหมดได้เรียบร้อย
หากแต่ว่าภาพที่เราได้เห็น
และถูกการกล่าวถึงแค่เพียงมิติของการท่องเที่ยว
และการฟื้นฟูการท่องเที่ยวเท่านั้นเอง
ซึ่งในความเป็นจริงเกาะพีพี
ยังมีกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพด้านประมงอยู่เช่นกัน
อูรักลาโว้ย หรือชุมชนชาวเล
ซึ่งเป็นกลุ่มชนดังเดิมที่ได้เข้ามาอาศัยเกาะพีพีในการอยู่อาศัยและจับสัตวน้ำมาตั้งแต่200-300ปีมาแล้ว
หากแต่โดยวิถีนักล่าแห่งท้องทะเล
วิถีชีวิตของเขาจะไม่สะสมสมบัติ
และไม่ยึดครองที่ดิน
หากแต่จะมีความสามารถในการจับสัตว์น้ำเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นการดำนำลึก
ด้วยตาเปล่า จับกุ้ง ปลา
และได้ตั้งชุมชนอยู่บนเกาะพีพี 2
ชุมชนด้วยกัน กลุ่มแรก
อาศัยอยู่ที่อ่าวแหลมตง ซึ่งมี 25
หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 100 คน
กลุ่มที่ 2
จะเคลื่อนย้ายไปมาอยู่ระหว่างอ่าวเขาควาย
กับอ่าวม่วง เปลี่ยนตามดูกาล
เพื่อที่จะหลบลม และคลื่น
ได้อาศัยตั้งเพิงพักเพื่อจับสัตว์น้ำ
มี 15 หลัง จำนวน 45 คน
ซึ่งกลุ่มนี้จะมีบ้านอยู่ที่เกาะจำเป็นส่วนใหญ่
คลื่นยักษ์สึนามิได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อทั่งชีวิตและทรัพย์สิน
ดังนี้
เสียชีวิตกว่า 5 คน
สูญหายกว่า 10 คน
บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน
บ้านและเพิงพักถูกทำลายไปกว่า 20
หลัง
เรือเสียหายอีกกว่า 30 ลำ
อุปกรณ์ประมง (
ตัวเลขอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจากการกระจัดกระจายของผู้คน)
ปัจจุบันชาวอูรักลาโว้ย
ได้อพยพแตกกระสานกันออกเป็นหลายสาย
อยู่ตามศูนย์ผู้ประสบภัยที่ทางจังหวัดจัดให้
ส่วนหนึ่งอาศัยตามบ้านย้ายพี่น้อง
ส่วนกลุ่มเกาะจำเดินทางกลับมายังหมู่บ้าน
ซึ่งนอกจากจะมีปัญหากด้านที่อยู่อาศัยแล้วยังมีปัญหาเรื่องอาหารการกิน
และการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวประมงดังเดิม
* ประสานงานในพื้นที่ นายอนุชา
เลาหา 01-711-6946, นายชาญชัย หยังดี 01-326-6442
อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
อำเภอเกาะลันตาแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น
5 ตำบล คือ
1. ตำบลศาลาด่าน
2. ตำบลคลองยาง
3. ตำบลเกาะลันตาน้อย
4. ตำบลเกาะกลาง
5. ตำบลเกาะลันตาใหญ่
พื้นที่ของตำบลคลองยางและพื้นที่ตำบลเกาะกลางเป็นพื้นที่ติดแผ่นดินใหญ่ของจังหวัดกระบี่
พื้นที่ที่เป็นเกาะของอำเภอเกาะลันตาคือ
1. ตำบลเกาะลันตาน้อย
2. ตำบลเกาะลันตาใหญ่
3. เกาะปอ
ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลเกาะลันตาใหญ่
พื้นที่เกาะที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สินามามิคือ
ตำบลเกาะลันตาใหญ่
ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเกาะ
ส่วนเกาะลันตาน้อยเกือบ
จะไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์ในครั้งนี้เนื่องจากเกาะลันตาใหญ่ที่ทอดตัวยาวอยู่ด้านหน้ากำบังคลื่นเอาไว้
ตำบลเกาะลันตาใหญ่ มี 2 ตำบล
คือตำบลสาลาด่าน
กับตำบลเกาะลันตาใหญ่
ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพการทำประมงพื้นบ้าน
หรือประมงชายฝั่ง
เกือบทั้งหมดเป็นชาวเล
หรือที่ทางการเรียกชื่อใหม่ว่าชาวไทยใหม่
เป็นชนพื้นบ้านเจ้าของเกาะลันตาในอดีต
เป็นชาวเล เชื้อสายอูรักลาโว้ย
ยังคงสืบทอดประเพณีของตนเองของการลอยเรือ
ซึ่งจะทำพิธีในเดือน 6 และเดือน11
ในแต่ละปี
และมีภาษาพูดเป็นของตนเอง
วิถีชีวิตส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงจากเดิม
ที่เป็นชุมชนชาวประมงอยู่ชายฝั่งหรือชายหาด
เนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวได้ไหลทะลัก
เข้าสู่ตัวเกาะลันตาอย่างรวดเร็ว
ชุมชนชาวเลส่วนใหญ่ที่อยู่ริมฝั่ง
และริมหาด
ถูกเปลี่ยนมือเป็นของนายทุน
เพื่อสร้างเป็นที่พัก
ประเภทโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย
ชาวเลต้องอพยพ
โยกย้ายบ้านเรือนจากที่อยู่ริมฝั่งมาอยู่บนเนินริมเขาที่หากจากฝั่งไม่มากนัก
แต่ยังคงดำรงวิถีชีวิตเป็นชาวประมงพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่
ส่วนเด็กเยาวชนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพด้านบริการของโรงแรม
รีสอร์ทมากขึ้น
ยังคงมีชาวบ้านที่บ้านสังกาฮู้
หมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 1
ที่ยังคงมีบ้านเรือนอยู่ริมฝั่ง
ฉะนั้นความเสียหายจึงมีมากกว่าหมู่บ้านอื่น
เพราะหมู่บ้านอื่นเสียหายเฉพาะ
เรือ และเครื่องมือในการทำประมง
เท่านั้น เช่น ลอบ ไซ อวน เป็นต้น
ตำบลเกาะลันตาใหญ่
พื้นที่ชาวประมงพื้นบ้านที่ไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์มีอยู่
2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 3
บ้านเจะหลี และหมู่ที่ 2
บ้านทุ่งยี่เป็ง
ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ด้านหลังเกาะ
หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหาย
บ้านหัวแหลม หมู่ที่ 1
ต.เกาะลันตาใหญ่
- เสียหายเกือบทั้งหมู่บ้าน
ชาวบ้านอาศัยอยู่ร่วมกันประมาณ
100 กว่าครัวเรือน อาชีพ อวนปลา
อวนกุ้ง ไซหมึก
- เรือ เสียหายเท่าที่ประมาณได้ ณ
วันนี้ 75 ลำ
มีบางส่วนที่ต้องรอตรวจสอบ
- บ้านเสียหายเกือบทั้งหมด 86 หลัง
เสียหายบางส่วน 27 หลัง
ความเดือดร้อนของชาวบ้าน ณ
วันนี้
เรื่องอาหารประเภทข้าวสารเพราะชาวบ้านไม่สามารถออกไปหาปลาในทะเลได้
และไม่มีข้าวสารในการเลี้ยงครอบครัว
บ้านสังกาฮู้ หมู่ที่ 7
ต.เกาะลันตาใหญ่
- บ้านสังกาหมู่ที่ 7
มีจำนวนครัวเรือน 85 ครัวเรือน
จำนวนประชากร 500กว่าคน
- เรือทั้งหมด 78 ลำ เสียหาย 73 คน
สูญหาย 3 ลำ ไม่ได้รับผลกระทบ 1 ลำ
- บ้านเรือนเสียหายทั้งหมด 1 หลัง
นอกจากนั้นเสียหายบางส่วน
หมู่ที่2 และ หมู่ที่ 7
ของใช้ภายในบ้านประเภทเครื่องนอนและเครื่องใช้ไฟฟ้า
เสียหายเกือบทั้งหมด
บริเวณริมฝั่งหรือชายหาดบริเวณหมู่บ้านมีก้อนหิน
และปะการังขนาดใหญ่กระจัดกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งและใต้ถุนบ้านในชุมชนเต็มไปหมด
ส่วนหมู่ที่ 3
เสียหายเล็กน้อยบางส่วน
ส่วนใหญ่เป็นเรือที่ต้องได้รับการซ่อมแซม
หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6
เรือและเครื่องมือประมงเสียหายบางส่วนหมู่บ้านละประมาณ
20 ลำ
ตำบลศาลาด่าน
ชาวประมงพื้นบ้านในตำบลศาลาด่านส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่แถวริมเขาเกือบทั้งหมด
ฉะนั้นบ้านเรือนจึงไม่ได้รับความเสียหาย
บ้านในไร่ หมู่ที่ 1 ต.ศาลาด่าน
- เรือเสียหาย 15 ลำ สูญหาย 3 ลำ
- บ้านคลองดาว เสียหายประมาณ 20 ลำ
- บ้านคลองนิน เสียหายประมาณ 20 ลำ
หมายเหตุ
ติดต่อ
ประสานงานในระดับพื้นที่ในพื้นที่บ้านต่างๆ
ได้ดังนี้
1. บ้านสังกาฮู้ ม.7 ต.เกาะลันตาใหญ่
ประสานงานผ่าน ผู้ใหญ่บ้าน
นายประชา ทะเลลึก 07-8936589
2. บ้านหัวแหลม หมู่ที่ 1
ต.เกาะลันตาใหญ่ ประสานงานผ่าน
อบต.ยูโสบ 07-2676779
3. บ้านในไร่ ต.ศาลาด่าน
ประสานงานผ่าน คุณศักดิ์
(กรรมการหมู่บ้าน) 06-6903428
สรุปข้อมูลความเสียหายจากคลื่นสึนามิ
ในพื้นที่วิกฤติ จังหวัดพังงา
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลความเสียหายผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ
ในพื้นที่จังหวัดพังงา
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ถึงขั้นวิกฤติ อันได้แก่ พื้นที่
ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี
จังหวัดพังงา
พื้นที่ตำบลเกาะคอเขา
อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
พื้นที่บ้านน้ำเค็ม ตำบลบางม่วง
อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
และพื้นที่บ้านปากเตรียม
พื้นที่ แหลมปะการังและทับละมุ
ดังนี้
1. ตำบลเกาะพระทอง
อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
ชุมชนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือ
ตำบลเกาะพระทอง
สภาพทั่วไป
ตำบลเกาะพระทองประกอบด้วยสี่หมู่บ้านคือ
บ้านทุ่งดาบ บ้านท่าแป๊ะโย้ย
บ้านเกาะระและบ้านปากจก
เกาะพระทองตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของเกาะระกั้นด้วยช่องจก
เป็นช่องแคบออกสู่ทะเลใหญ่
มีพื้นที่ประมาณ 63,000 ไร่
ประกอบด้วย
3 หมู่บ้านคือ บ้านทุ่งดาบ
บ้านท่าแป๊ะโย้ย บ้านปากจก
สภาพของเกาะด้านตะวันออกมีสภาพเป็นป่าชายเลนยาวตลอดแนว
ด้านทิศตะวันตกติดทะเลอันดามัน
มีสภาพเป็นหาดทรายยาวตลอดแนว
(ประมาณ 14 กิโลเมตร)
พื้นที่บนเกาะเป็นที่ราบ
พื้นดินมีสภาพเป็นเกาะซึ่งเกิดจากสันทรายชายหาดคือเป็นทรายละเอียดทั้งหมด
ประกอบด้วยทุ่งหญ้าขนาดใหญ่
สลับแนวป่าไม้เสม็ดขาว
บางแห่งเป็นป่าพรุขนาดเล็ก
และป่าชายหาด
ลักษณะของดินเอื้อต่อการทำการเกษตร
ได้เพียงปลูกมะพร้าวและมะม่วงหิมพานต์เท่านั้น
ตำบลเกาะพระทองมีประชากรประมาณ
1,000 คนอาชีพ ชาวบ้านมากกว่าร้อยละ
95 ของชุมชนตำบลเกาะพระทองประกอบ
อาชีพ ประมงพื้นบ้านตามฤดูกาล
เช่น ลอบปลาหมึก ลอบปลาเก๋า
อวนปลาทราย เก็บหอยชักตีน ดำปลิง
รุนเคยทำกะปิ
ตกปูดำเลี้ยงปลาในกระชัง
เป็นต้นจำนวนครัวเรือนที่ทำการประมงมีจำนวน
241 ครัวเรือน
เมื่อเกิดคลื่นยักษ์ขึ้น
หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือ
หมู่ที่ 4 บ้านปากจก
เพราะเป็นหมู่บ้านที่ติดหน้าหาด
ด้านตะวันตกที่คลื่นยักษ์ขึ้น
สภาพหมู่บ้านเสียหายทั้งหมด
บ้านเรือนจำนวน ประมาณ 85
หลังคาเรือน สถานีอนามัย 1 แห่ง
โรงเรียน 1 แห่งเป็นอาคารเรียน 1
หลัง ห้องสมุด 1 หลัง บ้านพักครู 4
หลัง, อาคารโซล่าเซล 1
อาคารพร้อมอุปกรณ์ ,วัด 1 แห่ง,
ศาลาประชาคม 1 หลัง
จำนวนผู้เสียชีวิตรวม
34 คน ในจำนวนนี้เป็น พระสงฆ์ 2 รูป
ครู 1 คน และเด็ก 9 คน
หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายรองลงมาคือ
หมู่ที่ 1 บ้านทุ่งดาบ
บ้านเรือนเสียหายประมาณ 22
หลังคาเรือน ผู้เสียชีวิต 19 คน
โรงเรียน 1 หลัง บ้านพักครู 2 หลัง ,
ศ
ลาประชาคม 1 หลัง และหมู่ที่ 3
บ้านเกาะระ บ้านเรือนเสียหาย 10
หลังคาเรือน ชาวบ้านเสียชีวิต 3
คน
นอกจากบ้านเรือนที่เสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิตแล้ว
ยังมีเรือ
อุปกรณ์ประกอบอาชีพประมง
กระชังเลี้ยงปลาอีกจำนวนมาก
ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด
ทั้งนี้รวมไปถึง
รีสอร์ทที่เปิดกิจการบนเกะพระทองอีกจำนวน
5 แห่ง บังกะโล 1 แห่ง
ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมดและมีนักท่องเที่ยวและพนักงานของรีสอร์ตเสียชีวิตด้วยอีกจำนวนหนึ่ง
สุดขอบฟ้ารีสอร์ท
มีพนักงานเสียชีวิต 4
คนและนักท่องเที่ยว 11 คน,
กระท่อมมอร์แกน
พนักงานเสียชีวิต 2 คน
ักท่องเที่ยวยังไม่สามารถตรวจสอบได้
ตารางแสดงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเกาะพระทอง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลื่น
สึนามิ โดยประมาณ
| ชื่อบ้าน /
หมู่ที่ |
จำนวนครัวเรือน |
จำนวนประชากร
(คน) |
จำนวนประชากร |
บ้านเสียหาย |
กระชัง |
เรือ |
เสียชีวิต |
สูญหาย |
| ชาย |
หญิง |
| หมู่ที่ 1
บ้านทุ่งดาบ |
49 |
272 |
137 |
135 |
19 |
0 |
22 |
6 |
19 |
| หมู่ที่ 2
บ้านท่าแป๊ะโย้ย |
123 |
409 |
206 |
203 |
0 |
0 |
0 |
4 |
5 |
| หมู่ที่ 3
บ้านเกาะระ |
19 |
109 |
55 |
54 |
2 |
1 |
10 |
0 |
7 |
| หมู่ที่ 4
บ้านปากจก |
87 |
274 |
140 |
134 |
28 |
6 |
85 |
6 |
50 |
| รวม |
278 |
1,064 |
538 |
526 |
49 |
7 |
117 |
16 |
81 |
หมายเหตุ :
จำนวนเรือเป็นข้อมูลที่ยังเก็บไม่หมด
ยังไม่สามารถตรวจสอบกับเจ้าของได้ทุกคน
รายชื่อผู้เสียชีวิตและสูญหายแยกตามหมู่บ้าน
| บ้านปากจก |
บ้านทุ่งดาบ |
เกาะระ |
1.
นายพรชัย เอี๋ยวสกุล
2. นางจุรีพร เอี๋ยวสกุล
3. ด.ช.ธนากร เอี๋ยวสกุล (3 ปี)
4. ด.ญ.อศิราถ์ บุตรฤทธิ์ (1 เดือน)
5. ด.ญ.บัณฑิตา ยอดบ้าน (10 วัน)
6. ด.ช.นภดล รุจิ (ประมาณ 13 ปี)
7. ด.ญ.นิชรามล แก้วสมบัติ ( 9ปี)
8. นางพรศรี หนูรัตน์
9. นางมุกดา แซ่ปาง
10. ด.ช.กาย แซ่ปาง
11. นายขุ้น แซ่โง้ว
12. นางเถียร แซ่โง้ว
13. ด.ช.เอกพงษ์ แซ่โง้ว
14. นางสิ้ว แซ่โง้ว
15. นางมาลี แซ่โง้ว
16. นางฐานินี ทวีขำ
17. ด.ญ.วีราช แซ่โง้ว
18. ด.ช.ธีรเดช แซ่โง้ว (2 ปี)
19. ด.ญ.อารียา แซ่โง้ว (4 ปี)
20. นางประคอง ตันสกุล
21. นางรัตติกา ปานกลาง
22. นางมิตร แก่นแก้ว
23. นางสมจิตร ไพรเวศน์(เหลียด)
24. ด.ญ.ธัญฐิดา ไพรเวศน์
25. ด.ช.วิว
26. ออย ปานกลาง
27. ด.ญ.ปรียาภร ใสสด
28. ด.ช.อุทัย คล้ายทอง
29. ด.ช.กฤษตบุญ นาวาลักษณ์
30. นางลำปาง บุญจันทร์
31. นางกิมเซียน ช่วยทุกข์เพื่อน
32. ด.ช.ฉัตรมงคล โสมนัส
33. นางปุย
34. นายเรืองชัย เอี๋ยวสกุล
35. นายเสย ยืนยั่ง
36. นายโยธิน ขีดสันเที๊ย |
1.
นายเธียรชัย ขอสกุล
2. นายดัด พริ้มจรัส
3. น.ส.จันจิรา พริ้มจรัส
4. นางเจี๊ยบ ขวัญอ่อน
5. นางสารี กล้าทะเล
6. น.ส.แจ่ม กล้าทะเล
7. น.ส.อ้วน นาวารักษณ์
8. นางอัษฎาพร ตรีปัญญา
9. ด.ช.ออม ตรีปัญญา
10. นายสิง กล้าทะเล
11. นายธงชัย กล้าทะเล
12. นางประจิต กาญจนะ
13. นายสมบัติ กล้าทะเล
14. นายเสนาะ กล้าทะเล
15. นางมะลิ ทะเลรุ่งโรจน์
16. หญิง
17. นายสุพร ฤกษ์วิเศษ
18. นายธงชัย กล้าทะเล
19. นายยศ |
|
ข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้เสียชีวิต-สูญหาย
ครอบครัวนายจอ 4 คน ชาวพม่า
คนงานบังกาโล 2-3 คน
ลูกน้องนายเทพ ชื่อตาลุง
(ท้ายเหมือง)สูญหาย 1 คน
แรงงานชาวพม่ารับจ้างทั่วไป 1 คน 1.
นายจรัส ผั้วผด
2. นายสุชาติ กล้าทะเล
3. มานพ กล้าทะเล
หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น
อำเภอคุระบุรีได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้น
4 แห่ง
โดยมีวัดป่าส้าน(วัดสามัคคีธรรม)
เป็นจุดประสานงานใหญ่ที่สุด
ให้ผู้ประสบภัยมาพักพิง
ซึ่งในจำนวนผู้ที่มาพักพิงนี้รวมไปถึงชาวเลที่อาศัยอยู่ที่หมู่เกาะสุรินทร์ด้วย
จำนวนประมาณ 100 คน ตั้งแต่วันที่ 26
ธันวาคม เป็นต้นมา
รวมมีผู้ประสบภัยมาพักทั้งหมดประมาณ
500 คน และที่วัดบางวัน
มีผู้ประสบภัยมาพักประมาณ 100 คน
ความช่วยเหลือเบื้องต้นที่ได้รับจากราชการ
1. ผู้เสียชีวิต
ได้รับเงินค่าทำศพ ศพละ 20,000 บาท
2. หน่วยงานกรมประมง, เกษตรอำเภอ
มารับแจ้งความเสียหายของชาวบ้าน
เช่น เรือ บ้านเรือน กระชัง
3.
หน่วยงานภาคเอกชนมาให้ความช่วยเหลือที่ทำศพศพละ
8,000 บาท
ความต้องการเบื้องต้นของชาวบ้าน
-
ต้องการที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง
- เครื่องมือทำมาหากิน เช่น เรือ
อวน
-
เงินสำหรับลงทุนในการดำเนินชีวิต
ความรู้สึกของชาวบ้าน
ชาวบ้านปากจกส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะลงไปอยู่ที่เดิม
และบางส่วนได้แจ้งความต้องการที่จะไปขอปลูกบ้านอยู่บริเวณหมู่บ้านท่าแป๊ะโย้ย
ซึ่งได้มีการติดต่อแสดงความจำนงผ่านทางผู้ใหญ่บ้านท่าแป๊ะโย้ยแล้ว
ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่มีที่มีทางอยู่บนฝั่งก็จะอพยพครอบครัวมาอยู่บนฝั่ง
บางส่วนก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
ชาวบ้านทุ่งดาบส่วนใหญ่ต้องการลงกลับไปอยู่ที่เกาะเหมือนเดิม
แต่ต้องการย้ายบ้านไปอยู่บริเวณอื่นแทน
เพราะต้องรอให้น้ำในบ่อใช้การได้ก่อนเพราะขณะนี้น้ำเค็มได้เข้าผสมกับน้ำจืดจนไม่สามารถใช้ดื่มได้
ปัญหาอุปสรรคที่พบ
1.
ไม่มีหน่วยงานราชการใดไปช่วยชาวบ้านในการค้นหาเก็บกู้ศพ
ชาวบ้านต้องทำเองทั้งหมด
2.
ไม่มีการจัดการเรื่องของรับบริจาคที่ดี
3. หน่วยงานราชการทำงานซ้ำซ้อน
มีหลายหน่วยงานมารับแจ้งความเสียหาย
ทำให้ชาวบ้านสับสน
4. คนเสียชีวิตที่หาศพไม่พบ
ไม่สามารถแจ้งออกใบมรณะบัตรได้
ไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือได้
5.
ชาวบ้านที่ต้องการกลับบ้านไม่สามารถกลับบ้านได้(ชาวเกาะสุรินทร์)
2.ตำบลเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า
จังหวัดพังงา
หมู่ที่ 1 เกาะคอเขาและหมู่ที่ 2
บ้านนอกนา
บ้านเกาะคอเขาและบ้านนอกนามีครัวเรือนที่อยู่ริมฝั่งทะเลซึ่งประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน
93 ครัวเรือน
รวมทั้งภายในชุมชนมีโรงเรียนระดับประถมศึกษา
1 โรงเรียน ได้แก่
โรงเรียนบ้านนอกนา
และมีสถานีอนามัย 1 แห่ง
สภาพความเสียหาย
สภาพพื้นที่มีป่าชายเลนผืนใหญ่อยู่ระหว่างบ้านนอกนากับบ้านเกาะคอเขาได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์เกือบตลอดสายคลองยาวประมาณ
1 กิโลเมตร
ส่วนชายฝั่งหลังเกาะหายไปเกือบครึ่งเกาะ
บ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก
ถนนในชุมชนถูกตัดขาด
ไฟฟ้าน้ำประปาซึ่งเพิ่งเปิดใช้ประมาณ
1 ปี เสียหายครึ่งหนึ่งของชุมชน
ศักยภาพชุมชนสามารถคลี่คลายแก้ไขและพัฒนาชุมชนของตนเองได้
โดยมี ผู้นำ อบต.
ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เป็นแกนนำหลัก
มีหลายหน่วยงาน
ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
3.พื้นที่ หมู่ 4 บ้านปากเตรียม
และหมู่ 5 บริเวณบ้านทุ่งนางดำ
บริเวณหาดปากเตรียม
ตำบลคุระบุรี อำเภอคุระบุรี
จังหวัดพังงา
หมู่ที่ 4 บ้านเตรียม
-
เรือได้รับความเสียหายประกอบอาชีพประมงไม่ได้
จำนวน 40 ลำ
-
กระชังปลาได้รับความเสียหายยาวประมาณ
3 กิโลเมตร
หมู่ที่ 5 บ้านทุ่งนางดำ
บริเวณหาดปากเตรียม
บ้านทุ่งนางดำ
เป็นหมู่บ้านที่มีการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเฉพาะบริเวณหาดปากเตรียม
ซึ่งเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์
ดังนั้นกลุ่มผู้ศึกษาจึงทำการศึกษาเฉพาะหาดปากเตรียมเท่านั้น
ซึ่งชาวประมงที่ประกอบอาชีพประมงมีทั้งสิ้น
45 ครอบครัว
สรุปความเสียหาย
- เสียชีวิต เด็ก 2 คน (อายุ 8 เดือน
กับ 3 เดือน)
- บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 45
ครัวเรือน
-ไม่มีที่อยู่อาศัย 28 ครัวเรือน
(พักรวมกันบริเวณมัสยิดบ้านเตรียม)
- พักบ้านเครือญาติ 17 ครัวเรือน
- เรือเสียหาย 10 ลำ
4. บ้านน้ำเค็ม ตำบลม่วง อำเภอ
ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
บ้านน้ำเค็ม ตำบลบางม่วง
อำเภอตะกั่วป่า
จังหวัดพังงามีจำนวน
ผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้น 1600
ครัวเรือน
และมีประชากรในระบบจำนวน4,100 คน
นอกจากนั้นยังมีประชากรนอกระบบซึ่งเป็นแรงงานจากพม่า
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เข้ามาออกเรือประมงในพื้นที่อีกประมาณ
1,400 1,500 คน
ชุมชนบ้านน้ำเค็มเป็นชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ย้ายมาจากพื้นที่อื่นโดยส่วนใหญ่จะอพยพมาจากพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดพัทลุง
และจังหวัดสงขลาเพื่อเข้ามาทำเหมืองแร่
เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน
ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบเข้ามารับจ้างออกเรือซึ่งเป็นแรงงานที่มาจากประเทศพม่าและจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สภาพความเสียหาย
1. ความเสียหายต่อชีวิต
บ้านน้ำเค็มมีจำนวนยอดผู้เสียชีวิตไม่แน่ชัด
ล่าสุดจากการการสอบถามผู้นำชุมชนพบว่ามีการเก็บศพ
2,000 กว่าศพ
และมียอดผู้สูญหายประมาณ 1,000 คน
ซึ่งคาดว่าน่าจะสูญหายอยู่ในเหมืองแร่
ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น
2. ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย
ชุมชนบ้านน้ำเค็มได้รับความเสียหายหมดทั้งชุมชนช่วงที่เกิดเหตุ
ชาวบ้านได้อพยพกระจัดกระจายหนีไปอยู่ตามที่ต่างๆ
บ้างก็อพยพกลับไปพึ่งญาติของตนในพื้นที่ต่างๆ
เช่นจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา
และจังหวัดนครศรีธรรมรช
และบางส่วนก็ไปพักยังแหล่งพักพิงชั่วคราวที่เขาศก
จ.สุราษฎร์ธานี
รวมทั้งศาลาประชาคม ตะกั่วป่า
และวิทยาลัยอาชีพตะกั่วป่า
3.
ความเสียหายต่ออาชีพและทรัพย์สิน
จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายของผู้ลงทะเบียน
ณ
ศูนย์ที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย
ต.บางม่วง อ. ตะกั่วป่า จ. พังงา
พบว่า มีบ้านเรือนเสียหาย จำนวน 407
หลังคาเรือน
และมีเรือประมงเสียหายทั้งสิ้น63
ลำ
4. แนวทาง และทิศทางการช่วยเหลือ
มีการเปิดศูนย์ที่พักชั่วคราวเพื่อรวบรวมผู้ประสบภัยในพื้นที่ตำบลบางม่วง
อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
ซึ่งเปิดรับเมื่อวันที่ 1 มกราคม
2548
โดยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ
3 หน่วยงานคือ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
,
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์กรมหาชน)
และ ศตจ. ปชช.
และเครือข่ายองค์กรชุมชน
โดยได้รับความอนุเคราะห์ในเรื่องการจัดสรรพื้นที่
จำนวน 70 ไร่
จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐาน
และการเหมืองแร่ ล่าสุด(12.00/ 3
มกราคม 2548) มีจำนวนผู้ลงทะเบียน 700
คน จำนวน ประชากร 2500 คน
มีผู้สูญหายที่ได้แจ้งไว้แล้ว 341
คน
หมายเหตุ : พื้นที่ แหลมปะการัง
และทับละมุ
ยังไม่มีการรายงานสภาพความเสียหาย
- ติดต่อในพื้นที่
มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ
- คุณนุกูล โกกิจ 09-0782764, คุณทิพวัลย์
แก้วพิทักษ์ 01-540-0311
- สถาบันพัฒนาองค์กรชุชน(พอช.)
คุณสุภาวดี ศรันยุตานนทร์ 01-542-5189,
- คุณภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา 01-328-8053
สรุป
ข้อมูลความเสียหายจากคลื่นซูนามิ
พื้นที่จังหวัดระนอง
จากการเก็บข้อมูลความเสียหายผู้ประสบภัยจากคลื่นซูนามิ
ในพื้นที่จังหวัดระนอง
ส่วนใหญ่นับถือศาสนามุสลิม
และพื้นที่มีความสวยงามทางชายหาดและปะการังใต้ทะเล
จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย
พื้นที่ชุมชนประมงพื้นบ้านที่ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ได้แก่
1. กิ่ง อ.สุขสำราญ
ต.กำพวน
บ้านทับเหนือ ม.2
มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย
ทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ฯ
และนักท่องเที่ยว
ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหาดประพาส
ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
บ้านเรือนเสียหายกว่า 40
หลังคาเรือน เรือเสียหายจำนวน 100
ลำ
บ้านทะเลนอก ม.1
ที่มีผู้เสียชีวิต จำนวน 31 ราย
ซึ่งเป็นชาวบ้าน เด็กนักเรียน
ครู เจ้าหน้าที่ ตชด.
เจ้าหน้าที่อนามัย
ทั้งบ้านเรือนชาวบ้าน โรงเรียน
สถานีอนามัย
และพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
เรือได้รับความเสียหายจำนวน 600 ลำ
2. อ.กะเปอร์
ต.ม่วงกลวง
บ้านอ่าวเคย ม.4 มีผู้เสียชีวิต 6
คน และชุมชนอื่น ๆ
ตัวเลขยังไม่แน่นอน
บ้านเรือนเสียหายประมาณ 110
ครัวเรือน รวมทั้งโรงเรียน
เรือเสียหายจำนวน 110 ลำ
กระชังจำนวนมาก
บ้านบางเบน ม.2
เป็นหมู่บ้านที่มีลักษณะความเป็นป่าชายหาดซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสนประดิพัทธ์
และสนทะเลหนาแน่นตลอดชายหาด
เนื่องจากบนเนื้อที่ 315
ตารางกิโลเมตร หรือราว 196,875
ไร่ของอุทยานฯ
แห่งนี้มีทั้งพื้นที่ส่วนที่ติดชายฝั่ง
อันประกอบด้วยหาดบางเบน
หาดแหลมสนหาดประพาส และหาดอื่น ๆ
อีกหลายแห่ง
รวมทั้งผืนป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์
บ้านเรือนพังเสียหายประมาณ 20
หลัง
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่อาศัยในเรือนแพบ้านสำนักได้รับความเสียหายเช่นกัน
เรือเสียหายจำนวน 80 ลำ
รวมถึงกระชังปลากระชังปลา
3. ต.หงาว อ.เมือง
เกาะทรายดำ หมู่ 5 ( หน้านอก หน้าใน
และคลองนาว) เป็นพื้นที่อันตราย
และยากจนมาก
ชาวบ้านต้องการอพยพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน
ซึ่งห่างจากที่เดิม ประมาณ 300 เมตร
เรือและอุปกรณ์หาปลาได้รับความเสียหายทั้งหมู่บ้าน
สรุปความเสียหายโดยรวมต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1.
บริเวณริมชายหาดมีการเปลี่ยนแปลง
ตลิ่งพัง บางที่ชันขึ้น
มีเปลือกหอยตายซาก
2. บ่อน้ำเริ่มเค็ม
ไม่สามารถใช้กินและอาบได้
3. บางพื้นที่เกิดแอ่งน้ำขนาดใหญ่
น้ำเน่าเหม็น
4. พื้นที่นาเสียหาย หญ้าตาย
5. ป่าโกงกาง(บางส่วน)ล้ม เสียหาย
6. ลำคลองตื้นเขิน ตลิ่งพัง
ร่องน้ำเปลี่ยนแปลง
อุปสรรค/ปัญหาที่พบ
ในการให้ความช่วยเหลือ
1. การจัดการระบบ
และเข้าถึงระบบข้อมูลไม่ทั่วถึง
หน่วยงานรัฐ ไม่คุ้นเคยกับ พอช.
2. การประสานงานจากส่วนต่างๆ
ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่สามารถหนุนเสริมได้
และมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยกัน
มากจนทำให้สับสนวุ่นวาย
และมีผู้ใหญ่จากหน่วยงานต่างๆ
ลงพื้นที่มาก
ทำให้เจ้าหน้าที่/บุคลากรเสียเวลาต้อนรับ
ไม่มีเวลาลงพื้นที่
(อาจมีข้อดีในการสั่งการ)
3.
การช่วยเหลือไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ประสบภัย
เสื้อผ้ามากเกินความต้องการ
และใช้ไม่ได้
4. กลไก
การประสานงานในการให้ความช่วยเหลือ
ยังไม่ดีพอ
หลายพื้นที่ไม่ทั่วถึง
ศูนย์ช่วยเหลือฯ
ไม่สามารถกระจายจัดนำของบริจาคไปกระจายให้ทั่วถึงและเท่าเทียม
รวมถึงการให้การช่วยเหลือบางพื้นที่มีความล่าช้ามาก
การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น
1. ปัญหาหลักคือเรื่อง
เครื่องมือทำมาหากิน
ทั้งเรือและกระชังปลา
บางรายหาปลาแต่ขายไม่ได้
เนื่องจากคนไม่กล้ากิน
2.
บางพื้นที่มีปัญหาเรื่องที่ดินนายทุนบุกรุก
จึงไม่อยากกลับไปอยู่พื้นที่เดิม
อย่างหาดทรายดำนอก
ประสานงานพื้นที่
-ชมรมประมงพื้นบ้านจ.ระนอง โทร
077-844134
-สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)
คุณอุดมศักดิ์ เดโชชัย 01-458-1736
สรุปข้อมูลความเสียหายเร่งด่วน
จ.ภูเก็ต
บ้านราไวย์(ไทยใหม่)
บ้านราไวย์ หรือ บ้านไทยใหม่
หมู่ที่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
ตั้งอยู่ทางปลายสุดของเกาะภูเก็ต
เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวเล
หรือชาวน้ำ หรือไทยใหม่ 2 เผ่า คือ
อูรักลาโว้ย และมอแกน
อยู่ร่วมกัน
ประชากรโดยทั้งหมดประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน
ชาวเล ทั้ง 2 เผ่า
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ(ตามสัมโนประชากร)
มีนับถือศาสนาคริสต์เล็กน้อย
มีภาษาพูดของตัวเองใช้สื่อสารกันเอง
แต่ส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาไทยกลางและภาษาท้องถิ่นปักษ์ใต้ได้
ชุมชนไทยใหม่กลุ่มนี้ปลูกบ้านอาศัยอยู่รวมกันทั้งหมด
บนเนื้อที่เล็กๆ ผืนเดียวกัน
ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสิทธิที่ดิน
พื้นที่ชุมชนตั้งอยู่ริมหาดเรียงรายติดต่อกัน
บ้านที่ปลูกสร้างง่ายๆ
ไม่ค่อยมั่นคง ไม่มีการทำเกษตร
อาศัยรายได้จากทะเลอย่างเดียว
ผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิโดยรวม
ผลกระทบจากคลื่นยักษ์
ทำให้เครื่องมือประมงของชาวเลเสียหายเกือบทั้งหมด
บ้านและทรัพย์สินเสียหายไม่มากนัก
หลังเหตุการณ์ทั้งหมู่บ้านไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้
คนที่เรือยังพอใช้ได้ก็ยังไม่กล้าออกทะเลทำการประมง
เนื่องจากอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักของหมู่บ้านไม่มีอาชีพอย่างอื่น
เป็นชนเผ่ากลุ่มน้อยที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบอาชีพอื่น
ๆ ได้
ประกอบกับลักษณะนิสัยเรียบง่าย
ไม่สนใจเรื่องสิทธิมากนัก
ทำให้ปัจจุบันทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในสภาพต้องรอความช่วยเหลือ
จากภาย
นอกด้านเดียวในขณะเดียวกันเกือบทุกคนอยากซ่อมแซมเครื่องมือ
และกลับมาใช้ชีวิตปกติแบบเดิม
แต่ไม่มีเงินทุนเพราะไม่มีเงินเก็บ
สรุปความเสียหาย
จำนวนผู้ได้รับความเสียหาย 53 ราย
ไม่มีผู้เสียชีวิต
เรือจำนวน 53 ลำ
ส่วนใหญ่ต้องซ่อมนัก
เรือเสียหายมากต้องซื้อใหม่
(สร้างใหม่) 4 ลำ (รวมที่สูญหายด้วย)
เครื่องเรือและอุปกรณ์ในเรือเสียหายต้องซ่อมเร่งด่วนเกือบทุกลำ
โดยเฉพาะเครื่องยนต์ในเรือต้องรีบซ่อม
หากทิ้งไว้นานจะทำให้เสียหายทั้งหมด
ไม่สามารถซ่อมได้อีก
เรือแต่ละลำต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอีกหลายชีวิตในครอบครัว
เพราะต้องทำงานร่วมกัน
ดังนั้นเรือเสียหายหนึ่งลำจึงเท่ากับ
ทำให้ชาวเลต้องอดอยากหลายคน
เรือบางลำทำงานร่วมกัน 2 3
ครอบครัว
รวมค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทั้งหมดประมาณ
1 ล้านบาท
ปัจจุบัน
ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง
ๆ ในด้านอาหารการกิน
ข้าวสารอาหารแห้ง
สามารถอยู่ได้แต่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้
ซ่อมแซมเรือและอุปกรณ์ต่าง ๆ
ไม่ได้ ไม่มีเงินเก็บ ต้องการ
ซ่อมแซมเรือ เครื่องมือ
เครื่องยนต์ในเรืออย่างเร่งด่วน
บ้านสะปำ และบ้านสิเหร่
ยังไมีการรวบรวมข้อมูลความเสียหาย
การประสานงาน
มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์คุณวิโชติ
ไกรเทพ โทร 06 2785820, คุณธนู แนบเนียร
06-948-2331
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
คุณทิพวัลย์ น้าพาณิชย์ 09-973-2175
สรุปข้อมูลความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิในพื้นที่วิกฤติ
จังหวัดสตูล
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลความเสียหายผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ
ในพื้นที่จังหวัดสตูล
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ในจังหวัดสตูล อันได้แก่ พื้นที่
ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง
จังหวัดสตูล และ
พื้นที่บ้านบ่อเจ็ดลูก หมู่ที่ 1
ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู
จังหวัดสตูล ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1. เกาะสาหร่าย
อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
พื้นที่ตำบลเกาะสาหร่าย
อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
เป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะมีทั้งสิ้น
7 หมู่บ้าน
โดยชุมชนตำบลเกาะสาหร่ายส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง
สำหรับผลกระทบจากคลื่นยักษ์
สึนามิ
ส่วนใหญ่จะมีผลกระทบต่ออุปกรณ์และเครื่องมือทำประมง
อันได้แก่ เรือ และเครื่องยนต์
รวมทั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้จับสัตว์น้ำต่างๆ
และกระชังปลาบางส่วน
โดยไม่มีผู้เสียชีวิตตลอดจนบ้านเรือนและเรือกสวนไร่
นาไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
ซึ่งสรุปได้ดังนี้
| หมู่ที่ |
จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ |
เรือ/เครื่อง |
อุปกรณ์ประมง |
กระชัง |
โป๊ะน้ำตื้น |
| 1 |
6 ราย |
6 |
4 |
1 |
- |
| 2 |
22 ราย |
22 |
17 |
- |
1 |
| 3 |
6 ราย |
6 |
6 |
- |
- |
| 4 |
2 ราย |
- |
1 |
- |
- |
| 5 |
26 ราย |
- |
13 |
- |
- |
| 6 |
16 ราย |
- |
10 |
- |
- |
| 7 |
3 ราย |
- |
- |
- |
- |
| รวม |
82 ราย |
34 |
50 |
1 |
1 |
จากการสำรวจประเมินมูลค่าความเสียหายโดยประมาณพบว่ามีมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น
279,400 บาท
2 บ้านบ่อเจ็ดลูก หมู่ 1
ตำบลปากน้ำ อ. ละงู จ.สตูล
บ้านบ่อเจ็ดลูกเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดชายทะเล
ลักษณะภูมิประเทศเป็นชายหาด
มีรีสอร์ท
และกำลังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
ในอนาคต เนื่องจากบรรยากาศ
เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง
สำหรับความเสียหาย
ส่วนใหญ่จะเกิดกับบ้านเรือนที่อยู่ริมฝั่งและเครื่องมือประมง
เช่นเรือ เครื่องยนต์ กระชังปลา
อุปกรณ์ประมงต่างๆ
ตลอดจนเรือกสวน
ไร่นา และสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ
ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งสิ้น 118 ราย
โดยแบ่งเป็นเรือที่เสียหาย
จำนวน 51 ลำ เครื่องเรือ 58 ลูก กก
ะชังปลา 18 ราย อุปกรณ์ประมง 38 ราย
โป๊ะน้ำตื้น 12 ราย บ้านเรือน 16
หลังคาเรือน
รถยนต์ได้รับความเสียหาย 2 คัน
และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย
5 คัน เครื่องใช้ในบ้านเสียหาย
จำนวน 14 ราย
วมมูลค่าทั้งสิ้น ประมาณ 8,529,120 บาท
สำหรับในเรื่องของสภาพจิตใจพบว่าชาวประมงมีความหวาดระแวงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และมีความหวาดกลัวไม่กล้า
ที่จะออกเรือไปทำประมงดังเช่นในอดีต
ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่จะกลับมาดำรงชีวิตตามวิถีชาวประมงดังเช่นในอดีตได้
* ติดต่อในพื้นที่
ชมรมประมงพื้นบ้านจ.สตูล
คุณวัชระ ทิพย์ทอง 01-969-1329
พื้นที่เร่งด่วน
บ้านเกาะมุกข์ จ.ตรัง
เกาะมุกต์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2
ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามประมาณ
98 %
ที่เหลือนับถือศาสนาพุทธเหมือนการทำอาชีพการทำประมงและการประกอบอาชีพอื่นอีกเป็นบางส่วนเช่น
ค้าขาย ท่องเที่ยว ฯลฯ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะติดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือถ้ำน้ำ
( ถ้ำมรกต )
และพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินเอกสารสิทธ์ของคนอื่นโดยอาศัยการเช่าบ้าง
ขออาศัยจากเจ้าของที่บ้าง
แต่ไม่สามารถสร้างบ้านที่ถาวรและสร้างห้องน้ำได้
เมื่อเดือนเมษายน
2547ได้มีการไล่รื้อบ้านพักอาศัยและโค่นสวนมะพร้าว
ชาวบ้านที่มีอายุกว่า 80 ปี
ก่อให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
ความเสียหายที่เกิดจากคลื่นยักษ์
1. เสียชีวิต 1 ราย (
โดนคลื่นจากเกาะพี พี )
2. พิการ 1 คน
3. บาดเจ็บ 4 ราย
4. บ้านเรือนเสียหาย(
ส่วนใหญ่อยู่บริเวณอ่าวพังกา
อ่าวขามและบริเวณรอยต่อของอ่าวขามและอ่าวกลาง)
- เสียหายทั้งหลัง
ไม่สามารถซ่อมแซมได้ 31 หลัง
- เสียหายกว่าครึ่งหลัง 16 หลัง
- ซ่อมแซมได้ 36 หลัง
5. เรือ
- เสียหายทั้งลำพร้อมเครื่องยนต์
46 ลำ
- เสียหายบางส่วน 36 ลำ
- เฉพาะเครื่องเรือ 19 ลูก
6. รถ 6 คัน
ความช่วยเหลือเร่งด่วน
1.
การซ่อมแซมเครื่องและเรือเพื่อฟื้นฟูอาชีพ
2.
การแก้ไขปัญหาเรื่อการซ่อมแซมบ้านและการจัดบริเวณที่อยู่อาศัย
3. ข้าวสาร อาหารแห้ง นมทารก น้ำ
4. มีการติดตามการแก้ไขปัญหาเฉพาะ
เช่น กรณีเสียชีวิต พิการ บ้านพัง
ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
สภาพปัญหา
1.
การบริหารการจัดการในการแก้ไขปัญหาในชุมชน
2.
แพหยุดรับซื้อของจากทะเลเป็นระยะเวลา
3 เดือน
ท ติดต่อในพื้นที่
สมาพันธ์ชาประมงพื้นบ้านภาคใต้
075-212414, คุณสมยศ โต๊ะหลัง 06-286-9181,
ท สมาคมหยาดฝน คุณโกวิทย์
พงษ์ฉบับนภา 075-214707-8,
ท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
คุณพัชนี พนิชอังกูร 01-738-9100ม
คุณจีรวรรณ วรรณทอง
|