สึนามิกับสมบัติทางวัฒนธรรมไทย
ในวันที่
26 ธันวาคม 2547 ได้คลื่นยักษ์ Tsunami ได้ถาโถมเข้าชายฝั่งทะเลอันดามันและได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายที่เป็นทั้งนักท่องเที่ยว
และ
ประชาชนในหลายจังหวัดเป็นจำนวนมาก
หน่วยงานต่างๆจากทั้งภายในประเทศ
และต่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถในการช่วยเหลือผู้ประสพภัย
การช่วยเหลือใช้ระยะเวลาร่วม 2
สัปดาห์
ปรากฏว่าได้คลี่คลายความเดือดร้อนของผู้ประสพภัยลงเป็นไปอย่างมากภายในระยะเวลาอันสั้น

การเกิดเหตุการณ์สึนามิครั้งนี้
แม้ว่าชีวิตและทรัพย์สินจะเสียหายเป็นอย่างมาก
แต่สังคมโลกได้ตระหนักแล้วว่าคนไทยได้แสดงน้ำใจที่มากล้นในคราวที่เกิดภัยพิบัติครั้งนี้
ต่างเข้าอาสาช่วยเหลือ
ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สิน
กำลัง ความคิด การประสานงาน
การส่งข่าวสาร การส่งกำลังใจ
ตามแต่ความสามารถ
หรือโอกาสที่จะอำนวยให้
จากเหตุการณ์สึนามิมีอาสาสมัครทั้งที่สังกัดหน่วยงาน
และ
ไม่ได้สังกัดหน่วยเป็นจำนวนมาก
ที่ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว
และ มีประสิทธิภาพ
ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้เกิดความชุลมุน
หรือ
เกิดความสับสนอลหม่านขึ้นบ้างในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่หากลองนึกย้อนกลับไปดูเหตุการณ์แล้วถ้าไม่มีผู้คนเหล่านี้
จะมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกจำนวนเท่าไร
ความอดอยาก และ
ปัญหาด้านอื่นๆที่จะติดตามมาก็คงอีกมากมายจน
ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้จะรุนแรงขนาดไหน
แม้ขณะนี้ปัญหาเหล่านี้เบาบางลงไปมากแล้ว
แต่ก็ยังมีคลื่นอีกลูกหนึ่งที่ใหญ่โตกำลังจะโถมเข้ามากระทบ
และแผ่ขยายผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อไปทั้งภูมิภาคอีกระยะเวลาหนึ่ง
นั่นก็คือ สึนามิทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ และ
หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐ และ
เอกชนที่ต้องติดตามแก้ไขกันอย่างถูกต้อง
เหมาะสมทันกับ เหตุการณ์
เพื่อมิให้ลุกลามขยายผลไปสู่ระยะยาว
ผู้คนเหล่านี้ที่มาช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทรัพย์สิน
เงินทอง แรงกาย ความคิด
ตามแต่ข้อมูลที่ได้รับว่าต้องการให้ช่วยเหลืออะไร
เพียงเท่านั้นก็พยายามแสวงหาและจัดส่งให้จนบางครั้งเกินความต้องการท่วมกองเป็นภูเขาขนาดย่อม
เขาเหล่านี้ช่วยเหลือเสร็จก็แยกย้ายกลับไปยังที่ตั้งของตนเอง
เพราะเขาเหล่านั้นคงคิดว่าได้ช่วยเหลือเสร็จสิ้นแล้ว
หมดภาระหน้าที่ของตนเองแล้ว
ทำไม และ
เหตุใดเขาจึงคิดว่าเป็นหน้าที่ของเขา?
ใช่หรือไม่ที่เขาคิดว่าเขาเป็นคนไทย
คนไทยต้องช่วยเหลือกันยามที่คนไทยเดือดร้อน
แล้วหากจะถามต่อว่า
คนชาติอื่นไม่ช่วยเหลือคนของเขาเช่นคนไทยหรอกหรือ
คำตอบ ใช่
เขาคงต้องช่วยเหลือเช่นกันแน่นอน
เพียงทว่าวัฒนธรรมในการช่วยเหลือคนไทยยามยากนั้นมีมากมาย
หากจะย้อนดูประวัติศาสตร์ชาติไทย
นับตั้งแต่เมื่อคราวเกิดวาตะ
ภัยเข้าแหลมตะลุมพุก
ขณะนั้นถ้าหากจำความกันได้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัดตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ขึ้นสถานีโทรทัศน์ในกรุงเทพมหานครประกาศรับบริจาคมีผู้คนเป็นจำนวนมากบริจาคทรัพย์สิน
เงินทอง เป็นจำนวนมาก
แต่นั้นมาคราใดที่เพื่อนร่วมชาติไทยประสพภัยพิบัติ
เราจะได้เห็นรายการบริจาคอยู่เสมอๆ
นอกจากนั้นยังมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อ
ก็เมื่อครั้งที่ประเทศประสพภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ
พ.ศ. 2540
คนไทยจำนวนมากที่มีทรัพย์สินเพียงน้อยนิดก็ยังบริจาคทรัพย์สินเงินทองมอบให้รัฐบาลเพื่อนำไปชดใช้หนี้ต่างประเทศ
เปรียบประดุจนำก้อนหินไปถมทะเล
ฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อมาถึงเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งทะเลอันดามัน
ความช่วยเหลือของคนไทยทุกภาคส่วนก็ทุ่มเทใส่ลงมายังภูมิภาคนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ดังนั้น หากจะกล่าวโดยสรุปว่า น้ำใจของคนไทยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทย นั้นจะเป็นการกล่าว
เกินเนื้อหาความเป็นจริงหรือไม่
?
หากเป็นที่ยอมรับว่าน้ำใสใจจริงของคนไทยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าแล้ว
สมควรแล้วหรือไม่ที่สภาวัฒนธรรมไทยจะส่งเสริมให้ผู้บริหารในสังคมทุกระดับได้ตระหนัก
และ
นำสมบัติทางวัฒนธรรมไทยล้ำค่านี้มาขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาสึนามิทางเศรษฐกิจและสังคม
และพัฒนาประเทศ และ
ฉวยโอกาสที่จะร่วมกันขจัดผู้คอยฉกฉวยประโยชน์ในรูปต่างๆทั้งในระดับต่ำ
และ
ระดับสูงที่กำลังขยายตัวมากขึ้น
อันเป็นบ่อนทำลายให้น้ำใสใจจริงของคนไทยเหือดหายไป
เพื่อจรรโลงให้สังคมไทยคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้สืบไป
ชาญ
วงศ์สัตยนนท์ |